[Fic Bleach] The wolf and the Moon - Renji x Byakuya - ch04
posted on 01 Sep 2007 12:54 by siriusblack99
Type : Fan fiction
Fandom : Bleach
Title : The wolf and the Moon
Pairing : Renji x Byakuya
Writer : ZENITH ©
** YAOI WARNING **
…………………………………………………
(4) ความฝัน
หลายชั่วโมงผ่านไปจนเกือบครึ่งวัน บัดนี้ร่างสูงสง่าเจ้าของฉายาเจ้าชายน้ำแข็งกำลังย่างก้าวช้าๆไปตามทางเดินโล่งที่ทอดไปสู่สถานที่อีกแห่ง การสนทนาที่เพิ่งจะผ่านพ้นมาไม่นานระหว่างเขาและสหายสนิทยังคงดังก้องไปมาในหัว เป็นผลให้คนที่ไม่เคยวุ่นวายใจอย่างคุจิกิ เบียคุยะ ไม่อาจตั้งสมาธิให้มั่นคงดังเดิมได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า... ยาก
การควบคุมตัวเอง ที่คนอย่างเขาเคยทำได้เป็นเลิศ
สายตาแทบจะไม่ได้จับจ้องทางเดินจนไม่รู้ว่าเดินผิดเลี้ยวถูก คางสวยๆของท่านเจ้าบ้านคุจิกิไม่ได้เชิดอยู่เหนือแนวระนาบเหมือนอย่างเคยเพราะใบหน้างดงามและดวงตาคู่คมบัดนี้ทอดไปไกลเกินกว่าจะมีอะไรมาดึงดูดเอาไว้ได้ เว้นก็แต่...
‘สนใจเด็กคนนั้น งั้นสินะ?’
คำถามจากอุคิทาเกะ ที่ทำเอาเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในวินาทีแรก แต่ก็พยายามหาคำตอบที่คิดว่าเหมาะสม
‘ถ้าในแง่การใช้กำลังและพลังยมทูต คงไม่มีใครที่ไม่คิดว่าอาบาราอิ เร็นจิ ไม่น่าสนใจ’
‘ข้าไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น เบียคุยะ’
‘ถ้าเช่นนั้น?’
‘ข้าหมายความว่า เจ้าน่ะ... ชอบเด็กคนนั้นอยู่ใช่ไหม?’
คำถามนั่น ตรงไปตรงมา... ตรงเสียจนคนที่หน้าเชิดตลอดเวลาต้องก้มหน้าหนีสายตาแปลกๆที่อีกฝ่ายจ้องมาไม่คลาด เขาไม่ได้สบตาอุคิทาเกะอีกเลยนับแต่นั้น และแน่นอน ไม่ได้สบกับแววระริกบางอย่างที่อ่านไม่ออกจากสหายสนิท
เฮ้อ...
ชายหนุ่มผมดำถอนใจเป็นครั้งที่สิบ ทั้งๆที่คนอย่างเขาอย่างมากก็แค่เบือนหน้าจากสิ่งที่ทำให้อ่อนใจแล้วก็เดินจากไปเฉยๆ เขาไม่เคยกระวนกระวาย หรือมีความรู้สึกใดๆในทำนองนั้นมาก่อน เว้นก็แต่ในตอนนี้...
ตอนที่จะไปตามเร็นจิกลับ
อันที่จริงปล่อยเป็นหน้าที่คนอื่นก็ได้ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆเบียคุยะจึงเอ่ยปากลาอุคิทาเกะ ขอบคุณสำหรับหลายๆเรื่องโดยเฉพาะ ‘คำปรึกษา’ ที่ได้รับ จากนั้นก็จากมาพร้อมความคิดที่เขาเองคิดว่าไม่ค่อยจะเข้าท่านัก
เขาไม่เคยต้องออกมาตามหาใครด้วยตัวเองมาก่อน
แน่นอน ชนชั้นขุนนางอย่างเขาน่ะหรือ?... คิดเสร็จก็เกือบจะตัดสินใจเดินกลับ แต่ขาเจ้ากรรมดันเดินต่อ ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน เบียคุยะพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ ณ ทางเข้าโรงฝึกกลางแจ้งของหน่วยพิทักษ์ที่สิบสาม
……………………………………
บัดนี้ เบื้องหน้าเขามียมทูตสองตนคอยเฝ้าประจำการเหมือนตอนขามา ทั้งสองโค้งคำนับให้เขา ชายหนุ่มพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงเข้าไป
พลันปรากฏให้เห็นทุ่งโล่ง สายลมเย็นพัดเข้ากระทบใบหน้าขาวจัดและร่างเพรียวบางภายใต้เครื่องยศของหัวหน้าหน่วย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เฝ้ามองหมู่เมฆที่เคลื่อนอย่างเอื่อยเฉื่อยบนเส้นขอบฟ้าที่ทอแสงสีทองปนม่วง เขาไม่ได้เห็นท้องฟ้าเช่นนี้มานานมากแล้ว... นาน... จนเกือบจะลืมว่ามันเคยงดงามเพียงใด และพื้นหญ้าเขียวขจีที่ให้ความรู้สึกสบายตาก็ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอิสระจากห่วงโซ่อันแน่นหนา หลุดพ้นจากเรื่องมากมายที่กำลังกวนใจเขา
ถ้าได้อยู่ในที่แบบนี้ นานอีกซักหน่อย... ก็คงดี
ดีจริงๆสินะ เร็นจิ?
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ดวงตาสีเงินกลับหยุดชะงักอยู่ที่อะไรบางอย่าง... อะไร... ที่อยู่บนพื้นหญ้าเขียวชะอุ่ม
ร่างสองร่างที่มองปราดเดียวก็คุ้นเคย คนหนึ่งเป็นเด็กสาวในชุดยมทูต กำลังนอนเหยียดยาวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินเตี้ยๆ หล่อนหลับสนิท ส่วนที่ข้างๆห่างออกไปพอสมควร อีกร่างหนึ่งกำลังเหยียดกายนอนเช่นกัน โดยที่มือทั้งสองประสานไว้ตรงท้ายทอย ผมสีแดงสดยังคงปล่อยสยายแปลกตาแต่นั่นไม่ได้ทำให้สัญชาติญาณของเบียคุยะคลาดเคลื่อน
เร็นจิ... ที่กำลังหลับ
คิดพลันก็เกือบจะต้องกุมขมับ เมื่อเจ้าเด็กผมแดงนั่นดันมาหลับอู้งานอีกแล้ว และที่สำคัญ ไม่ใช่กับใครนอกจากน้องสาวของเขา
สองคนนั่น มีความสัมพันธ์กันยังไงนะ...?
คำถามที่อดถามตัวเองไม่ได้อยู่หลายครั้งหลายครา ตั้งแต่เมื่อเร็นจิตัดสินใจหันดาบเข้าใส่เขาเพื่อปกป้องเจ้าหล่อน เขาไม่นึกเกลียดลูเคียแม้แต่น้อยแม้หล่อนจะเป็นคนที่เร็นจิ ‘เลือก’ ที่จะปกป้อง เพราะอย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาเองปรารถนาเช่นกัน หากแต่... เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ก็อดหวั่นไหวไม่ได้
เร็นจิ... คงจะผูกพันธ์กับลูเคียมาก และแน่นอน ยาวนานกว่าเขา
แล้วตัวเขาล่ะ เจ้าเด็กนั่น... จะมองว่ายังไง
เบียคุยะหลุบนัยน์ตาลงต่ำ จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองเพียงครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจก้าวลงไปบนพื้นหญ้าที่ไม่เคยเหยียบย่ำ สาวเท้าไปตามเนินที่ลาดลงเพื่อมุ่งไปหาเจ้าหมาน้อยขี้เซาของเขา
ระหว่างนั้นใจที่เต้นแรงก็แทบจะระเบิดออก
แน่นอน คนอย่าง คุจิกิ เบียคุยะ ไม่เคยต้องลดตัวลงมาปลุกเจ้าหมาน้อยตัวนั้นเพียงเพราะมันนอนหลับไม่เป็นที่แถมผิดเวลาจนไม่น่าให้อภัย นี่เป็นครั้งแรก ที่ชายหนุ่มผู้งดงามตัดสินใจลงมือทำอะไรต่ออะไรด้วยตัวเองเพื่อรองหัวหน้าของเขา แม้มันจะเป็นเพียงการปลุกก็ตาม
ในที่สุดแล้ว ร่างบางหยุดยืน ณ ใต้ต้นไม้ร่มรื่น รู้สึกถึงความเย็นสบายที่เป็นคำตอบให้เขาได้ว่าเหตุใดทั้งสองคนจึงเลือกทำเลที่ดีอย่างนี้ แต่นั่นไม่สำคัญ เท่ากับร่างที่นอนเหยียดยาวโดยใช้มือทั้งสองประสานไว้ตรงท้ายทอย
เด็ก... ยังเด็กมาก
เบียคุยะเปรยในใจ เมื่อสังเกตสีหน้าผ่อนคลายและอ่อนวัยของคนตรงหน้า เขาไม่เคยลืมว่าถึงเร็นจิจะมีร่างกายกำยำสูงสง่า แต่อายุของเขาก็พอๆกับลูเคีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสัย ที่ชอบเล่นเป็นเด็กๆและออกจะวางท่านักเลงหัวไม้อยู่เป็นประจำ
ไม่นึกว่าตอนหลับ เจ้าเด็กนี่จะ...
แต่ก็ต้องหยุดความคิดเอาไว้เพียงเท่านั้นพร้อมอาการส่ายหน้าช้าๆเพื่อไล่ความคำนึงคิดทั้งหลายออกไปจากสมองก่อนที่มันจะกลายเป็นความหมกมุ่น สายลมหอบเอาความหนาวเย็นมาต้องร่างจนชายหนุ่มผู้สง่างามต้องยกมือขึ้นลูบแขนเย็นเฉียบของตัวเอง ใบหน้าขาวจัดเบือนจากไป พร้อมกับทอดมองขุนเขาสูงใหญ่ที่ห่างออกไปมาก
น่าอิจฉา สายลม...
ที่ไม่ว่าจะพัดไปทางใดก็ไร้ซึ่งอุปสรรคขัดขวาง แตกต่างจากตัวเขา... การอยู่ภายใต้นามแห่งตระกูลคุจิกิ ใช่ว่าจะง่ายดายและมีใครเทียบเสมอได้ บางครั้งเขาอึดอัดและถึงกับต้องเก็บตัวอยู่คนเดียวบ่อยๆ ชีวิตของชนชั้นขุนนางนั้นหาได้มีแต่เพียงความสุขสบาย หากแต่อยู่ภายใต้ความกดดันอันแสนโหดร้ายและมืดมน
เขาเบื่อเต็มที... อยากจะไปให้พ้นๆ
แต่ใครบางคนก็มักจะเอ่ยปากถามอยู่เสมอว่า...
‘หัวหน้า เป็นอะไรหรือเปล่าครับ’
‘หัวหน้า สบายดีแน่นะครับ’
‘หัวหน้า จะให้ข้าทำอะไรให้ไหมครับ’
คำถามเหล่านี้ไม่เคยขาดปากรองหัวหน้าของเขา ไม่ว่าจะเป็นเช้าสายบ่ายเย็น ยามเห็นเขานั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวหรือมีเรื่องกลุ้มใจ เร็นจิมักจะเป็นคนแรกที่เข้ามาถามไถ่แม้บางทีเจ้าตัวจะออกอาการเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้น...
ข้า... ก็ยังมีเจ้าเสมอสินะ...
เจ้าคนเดียว ที่คงไม่จากไปไหน...
เพียงแต่ข้า...
...บัดนี้ร่างบางเริ่มย่อตัวลงบนพื้น ดวงตาคู่งามเบือนกลับมาจับจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มผมแดงที่ยังคงหลับสนิท หัวใจที่เคยเต้นแรงเริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด ริมฝีปากบางขยับออกเป็นรอยยิ้มเอ็นดูเหมือนเจ้าของกำลังจ้องมองลูกหมาน้อยแสนรักเป็นครั้งแรก มือบางค่อยๆเอื้อมออกไป สัมผัสหน้าผากที่มีรอยสักและยังอุ่นอยู่ พร้อมทั้งเส้นผมสีแดงยาวสยายที่ไม่เคยแตะต้องมาก่อน
หลับเสียเถอะ เร็นจิ...
หลับให้สบาย และอย่าลืม... อย่าทอดทิ้งข้าไปไหน...
……………………………………
...หลายอึดใจต่อมา เบียคุยะเริ่มยิ้มหยันให้กับตัวเอง แล้วตัดสินใจลุกขึ้น ตอนนี้สมควรแก่เวลาที่เขาจะกลับ อีกอย่าง หากใครมาเห็นว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วล่ะก็...
แต่แล้วอยู่ๆ เมื่อมือขาวจัดกำลังจะละจากหน้าผากของคนตัวใหญ่กว่า
หมับ!
เบียคุยะเบิกตากว้างเมื่อมือใหญ่ของคนตัวสูงเอื้อมมารั้งมือเขาไว้ ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อ ไม่แน่ใจนักว่าเร็นจิกำลังมีสติอยู่ หรือเพียงแค่ละเมอออกมาเท่านั้น ทว่ายิ่งพยายามจะชักมือกลับ มือใหญ่ก็ยิ่งบีบแน่น
“อื้อ...” เบียคุยะออกแรงดึงเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ ทว่าสิ่งต่อมาที่เขาได้ยิน...
“...หัวหน้าครับ...” เสียงห้าวพึมพำออกมาแผ่วเบา
ละเมอ...?
“หัวหน้า... อย่าเพิ่งไปสิครับ...”
เบียคุยะหน้าร้อนวูบ ยิ่งพยายามออกแรงดึงทว่าเรี่ยวแรงทั้งหลายราวกับหายวับไปชั่วขณะ
ไม่นะ... แบบนี้ไม่ดีแน่
“...หัวหน้า อยู่กับข้าก่อนนะครับ...” คนละเมอยังว่าต่อจนคนถูกเรียกให้อยู่หน้าแดงกว่าเดิม
“เร็นจิ... ปล่อยนะ!” เบียคุยะเริ่มพึมพำด้วยความตกใจ
“หัวหน้า... ได้โปรด อย่าไปเลยนะครับ อย่าไป...”
ตุบ!
พลันสิ้นคำ ร่างบางก็ถูกเหวี่ยงกดลงบนพื้นหญ้าโดยไม่ทันตั้งตัว ดวงตาสีเงินเบิกค้างด้วยความหวาดหวั่นระคนตกใจ เบียคุยะพยายามดิ้นรนเพื่อให้รอดพ้นจากอ้อมแขนแกร่งของคนตัวโตพร้อมกับออกปากร้อง
“เร็นจิ ปล่อย!”
แต่ร้องไปก็เท่านั้น เมื่อใบหน้าคมคายที่ยังละเมอหลับโน้มเข้ามา กระซิบถ้อยคำหวานข้างหูจนคนถูกกอดหน้าร้อนวูบ
“ข้า... รักหัวหน้า...”
ใจดวงน้อยกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ แม้จะเป็นคำพูดที่ไร้สติของคนละเมอแต่นั่นไม่สำคัญ เมื่อริมฝีปากของคนตรงหน้าประกบลงมาอย่างนุ่มนวลเป็นครั้งแรก
เร็นจิ...
เบียคุยะกระพริบตาถี่ๆ เรี่ยวแรงที่เคยใช้ดันแผ่นอกกว้างให้ผละจากไปบัดนี้เริ่มหมดลงเหมือนถูกอะไรบางอย่างดึงดูด ผมสีดำสนิทแผ่สยายบนผืนหญ้าโดยมีผมสีแดงเพลิงของอีกคนทาบทับ สัมผัสอ่อนโยนกำลังพาจิตใจให้ลอยละล่องและโผบินไปไกลเกินจะชักกลับ
เร็นจิ... ทำไม...?
ทำไมถึง...
เบียคุยะพยายามจะคิดว่าสิ่งนี้คือความฝัน ทั้งคำพูดประโยคสุดท้ายนั่น รวมทั้งการกระทำอุกอาจที่รองหัวหน้าของเขากำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้ ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา แต่เขากลับไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของคนด้านบนได้
อย่าเพิ่งตื่น... อย่างเพิ่งตื่นจากฝันนี้เลย
ขอให้มัน ดำเนิน... ต่อไป นานอีกนิด...
“ข้ารักท่าน...”
คำหวานยังกระซิบไม่ขาดเมื่อเจ้าตัวถอนริมฝีปากออก แล้วเปลี่ยนมาโอบกอดร่างบางไว้ในอ้อมแขน เบียคุยะแนบใบหน้าไปกับแผ่นอกกว้างอย่างไม่มีทางเลือก ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากอ้อมกอดเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธ
เร็นจิ... ข้า...
ทว่าในวินาทีนั้นเอง สัญชาติญาณแสนไวบอกกับท่านเจ้าบ้านคุจิกิว่า บัดนี้กำลังมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขา ใบหน้างามเบือนไปรอบๆจนกระทั่ง...
ลูเคีย!
เบียคุยะพบว่าเด็กสาวตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้ เจ้าหล่อนยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าแดงเรื่อไม่ทราบสาเหตุขณะจ้องมองฉากรักที่ไม่ได้ตั้งใจตรงหน้า ทำเอาผู้เป็นพี่ชายเริ่มมีใบหน้าแดงก่ำพอกัน
เห็นจนได้...!!
สองสามวินาทีผ่านไปในความเงียบและอ้อมแขนแกร่งของท่านรองหัวหน้าก็ยังคงไม่ยอมปล่อย สองสามวินาทีที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจ...
“วิถีผนึกที่สามสิบสาม...!!”
ตูม!!!
เพียงชั่วพริบตา ร่างใหญ่กระเด็นหวือไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ต้นข้างๆอย่างแรง! ผลจากแรงอาคมทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเร็นจิยังไม่มีโอกาสได้สติคืนมาเลยด้วยซ้ำเพราะตอนนี้ก็คงจะสลบไปแล้ว ส่วนคนต้นเรื่องก็ยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้นหญ้า
นอนบนพื้นหญ้า... ไม่เคยมาก่อนเลยสินะ...
เขาไม่เคยรู้สึกถึงผืนหญ้านุ่มใต้แผ่นหลังเช่นนี้ เบียคุยะที่เคยเบิกตาค้างบัดนี้ค่อยๆปรือนัยน์ตาลงอย่างช้าๆ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมกับรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่ยังคงครอบคลุมร่างไว้แม้เจ้าของไออุ่นนั่นจะกระเด็นไปไกลแล้ว
ไม่น่าเลย...
ไม่น่ามาที่นี่ตั้งแต่แรก...
คิดพลันก็ยิ่งข่มลงให้หลับ ก่อนจะตัดสินใจยืดกายขึ้นแล้วยืนอย่างสง่างามตามเดิม สายตาปรายลงมองร่างน้องสาวที่จ้องร่างของคนหมดสติด้วยความตกใจ
“ลูเคีย” เสียงเรียบห้วนเอ่ย
“...คะ... ท่านพี่” เด็กสาวอ้ำอึ้งเมื่อเบือนหน้ากลับมาหาชายหนุ่มสูงศักดิ์
“เสร็จงานที่หน่วยของเจ้าแล้ว งั้นสินะ” เบียคุยะเปรยถาม
“ค่ะ...” ลูเคียก้มหน้าก้มตาตอบโดยไม่สบสายตาพี่ชาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” กล่าวพลางเริ่มหมุนตัวหันหลังกลับ ท่าทางเยือกเย็นเข้ามาแทนที่ได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ลูเคียจ้องมองคนไร้สติกับพี่ชายผู้กำลังจะเดินจากไปสลับกันด้วยความสับสน จนกระทั่งเสียงหนึ่งลอยมาตามลม
“ฝากบอกสหายของเจ้าด้วย ว่าตั้งแต่วันนี้ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
วูบบบ....
พลันร่างสูงสง่าก็หายวับไป พร้อมสายลมและกลีบดอกซากุระ
“...ท่านพี่...” เด็กสาวพึมพำเงียบๆอย่างผิดหวัง ก่อนจะเหลียวไปมองร่างสิ้นสติของสหายที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับแม้แต่น้อย
เจ้านั่น... ถ้าตื่นมาแล้วรู้ว่าทำอะไรลงไปล่ะก็...
เฮ้อ...
ลูเคียถึงกับถอนใจแทนอย่างยากลำบาก พลางก็รีบลุกขึ้นวิ่งไปหาเร็นจิที่สลบไสลไม่รู้เรื่อง จิตใจอันวุ่นวายกำลังก่อกวนเธอเช่นกัน เมื่อสายตาและภาพอันชัดเจนบ่งบอกเธอเช่นนั้นว่า...
ท่านพี่... หน้าแดง...?
+ + + + + + + + + +
อึ้ง 55+
......... วันๆ ทามอารายบ้างหา?
อ๊าก~เร็นจิทำอะไรลงไปเนี่ย
ถ้าเร็นจิตื่นแล้วรู้ว่าตนเองทำอะไรลงกับเบียคุยะจะรู้สึกไงน้อ~
เอามาต่อไวๆนะคะ ^^
#1 By (125.24.139.226) on 2007-09-01 14:37