[Fic Bleach] The wolf and the Moon - Renji x Byakuya - ch03
posted on 26 Aug 2007 20:29 by siriusblack99
Type : Fan fiction
Fandom : Bleach
Title : The wolf and the Moon
Pairing : Renji x Byakuya
Writer : ZENITH ©
** YAOI WARNING **
…………………………………………………
(3) สหาย
คุจิกิ เบียคุยะ ย่างกรายผ่านเรือนขนาดใหญ่ภายในหน่วยพิทักษ์ที่สิบสามอันเป็นที่หมายอย่างเงียบเชียบแต่เพียงผู้เดียว หลังจากที่รองหัวหน้าของเขาปลีกตัวจากไปเพื่อทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เร็นจิดูจะเงียบลงไปนับตั้งแต่การมีปากเสียงกันเล็กน้อย เบียคุยะไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เด็กนั่นมักเป็นเช่นนี้เสมอเวลาถูกเขาดุเอาหรือแม้กระทั่งตักเตือนเล็กๆน้อยๆ หากแต่ในครั้งนี้ เบียคุยะเองกลับอดรู้สึกไม่ได้...
ใจของเขา ว่างเปล่าอย่างประหลาด
อาจเพราะดวงตาสีทับทิมที่ฉายประกายเศร้าไม่ได้เหลียวกลับมามองเขาอีกเลย และประกายแบบนั้นช่างไม่คุ้นตา แววตาที่เจ็บปวด และอ่านได้ไม่ยากเพราะเจ้าตัวอาจไม่ได้คิดจะปกปิดแม้แต่น้อย... แววตาเช่นนั้น เขาไม่เคยเห็นจากเร็นจิมาก่อน
‘จงดูแลตัวเองอย่าให้เกะกะข้าเป็นพอ’... เขาคงพูดแรงไป พูดทั้งๆที่ไม่ได้คิดเช่นนั้นด้วยซ้ำ พูดทั้งๆที่สัมผัสอุ่นๆที่มือยังคงอยู่
คิดพลันก็ใจหาย... เขาไม่เคยสัมผัสเร็นจิมาก่อน เว้นก็แต่ในการต่อสู้
เพียงแค่มือใหญ่เอื้อมมารั้งไว้ก็เรียกให้หัวใจเต้นแรง สัมผัสอุ่นๆที่ไม่คิดว่าจะมีผลต่อเขามากมายกลับทำให้ใบหน้านวลร้อนวูบ
เกิดอะไรขึ้น... กันแน่
โทษใครไม่ได้ นอกจากเด็กคนนั้น... เพราะเด็กนั่นคนเดียว
แต่ให้ตาย... เขาไม่เคยต้องมารำพึงรำพันกับตัวเองด้วยใจร้อนรุ่มขนาดนี้มาก่อน เบียคุยะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขาซึ่งเริ่มปรากฏชัดเจนหลังจากเรื่องวุ่นวายในโซลโซไซตี้สงบลงอย่างช้าๆ หลังจากการต่อสู้ดุเดือดที่เขาเกือบจะทำให้รองหัวหน้าของตัวเองไม่รอด และถ้าไม่ใช่เพราะความอึดมากมายมหาศาล เร็นจิคงตายไปแล้วเหมือนกับคนอื่นๆที่เผชิญหน้ากับเซมบ้งซากุระ คาเงโยชิ
บ้าจริง กลับมาคิดถึงเรื่องนี้ทำไมอีกนะ...
ยิ่งคิดถึงเรื่องนั้น บรรยากาศอันเงียบสงบทว่าไม่เดียวดายในห้องพยาบาลวันนั้นก็กลับเข้ามาในห้วงความคิด
……………………………………
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน
ห้องพักผู้ป่วยหนักทางทิศตะวันออกของหน่วยที่สี่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นห้องที่ดีที่สุดบัดนี้มีเพียงคนสองคน คนหนึ่งนั่งทอดกายบนเตียงผู้ป่วย ใบหน้างดงามราวอิสตรีเหลียวมองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้ามองห้วงท้องฟ้าอันเงียบสงบ ส่วนอีกคนยังคงยืนอยู่ข้างเตียง งุนงงกับการปรากฏตัวของเจ้าคนแปลกหน้าผมสีส้มที่บัดนี้เผ่นแน่บไปแล้วเล็กน้อย มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะตัวเองอย่างเก้อๆแล้วส่ายหน้า
“จริงๆเลยนะครับ หัวหน้า” เสียงห้าวว่า
คนเป็นหัวหน้าทำเพียงผ่อนลมหายใจ พร้อมกับมองออกไปใกล้อีกผ่านกำแพงสูงซึ่งกั้นเซย์เรย์เทย์จากหุบเขาเบื้องนอก ความเจ็บปวดยังคงทิ่มแทงเขาไม่มาก และนับว่าทุเลาลงตามลำดับอย่างน่าพอใจ ทว่าจิตใจเขารู้สึกราวกับขาดอะไรบางอย่าง
คงจะเป็น... คำขอโทษกระมัง
คำขอโทษ ที่แม้จะเอ่ยออกไปกับใครอีกคนแล้ว แต่ก็ยังติดค้างอยู่กับ... คนบางคน...
“หัวหน้า” เร็นจิเอียงคออย่างสงสัยพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้หัวเตียง “เป็นอะไรไปครับ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
ทำหน้าแบบไหนหรือ... เบียคุยะถามตัวเอง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใบหน้าแบบนั้นมองดูเศร้าเพียงใด ชายหนุ่มค่อยๆเบือนหน้ากลับมา แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอก” เสียงนุ่มตอบ
“รู้สึกสบายขึ้นหรือยังครับ” คราวนี้เร็นจิถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง รอยยิ้มน้อยๆขยับออกเพื่อให้มองดูอารมณ์ดี
“อืม” คนถูกถามพึมพำตอบแล้วเงยหน้ามองคนตัวสูง “เจ้าไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าข้าหรอก เร็นจิ มีอะไรก็ไปจัดการเสียเถอะ”
“ไม่มีหรอกครับ” เร็นจิยิ้มกว้างขึ้น “วันนี้ข้าว่าง ไม่ใช่แค่ข้าหรอกนะครับ เกือบทุกคนว่างกันหมดไม่ก็ไปสะสางความเสียหายทั้งหลาย เรื่องนั้นน่ะเป็นหน้าที่หน่วยสี่เค้าครับ แต่หลังจากนั้นถ้ามีเรื่องอะไรเร่งด่วนก็คงมีคนมาตามเอง”
“ยังงั้นหรือ” เบียคุยะพึมพำ แล้วเงียบไปพักหนึ่ง
“หัวหน้าครับ” เร็นจิเริ่มย่อตัวลงคุกเข่าอยู่ข้างเตียง “ไม่เป็นไรแน่นะครับ ถ้าไม่สบายตรงไหนข้าจะได้ไปตาม...”
หลังจากนั้นรองหัวหน้าของเขาก็ร่ายยาวว่าถ้าเจ็บตรงโน่นตรงนี้มันจะไม่ดียังไง รักษาด้วยวิธีไหน แล้วจะเรียกใครมารักษาได้ ดูเหมือนเร็นจิจะรู้ไปเสียทุกอย่างและตั้งอกตั้งใจสาธยายจนเบียคุยะแปลกใจ ปกติแล้วเด็กนี่ไม่กล้ามองหน้าเขาเกินสิบวินาทีด้วยซ้ำ แต่ว่าวันนี้...
คงเป็นเพราะ ยังรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน
แต่ใครกันล่ะ ที่ผิดยิ่งกว่า และเกือบจะ...
“เร็นจิ”
อยู่ๆเสียงนุ่มนวลดังขึ้นขัดระหว่างที่ชายหนุ่มผมแดงยังคงพูด จนกระทั่งหยุดไป
“ครับ?” เร็นจิเลิกคิ้ว
“ข้าน่ะ...” เสียงต่ำๆเอ่ยพลางเบือนหน้าจากไป ดวงตาสีเงินกลับมาทอดมองเบื้องนอกเซย์เรย์เทย์อีกครั้ง “ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มร่างสูงกว่าจึงยิ้มกว้างขึ้น “ก็ดีแล้วครับ”
สองสามอึดใจผ่านไป อยู่ๆเบียคุยะเปรยขึ้น “เจ้า... ยังเด็กมากจริงๆนะ อาบาราอิ เร็นจิ”
“เอ๋!?” คนถูกหาว่าเด็กทำตาโตแล้วยกมือขึ้นเกาผมสีสดเพราะความเก้อเขิน “หมายความว่าไงครับหัวหน้า ข้าน่ะ โตจะตายอยู่แล้ว”
“ผู้ใหญ่ที่ไหน เขามัวแต่นั่งเกาะเตียงคนไข้แบบนี้” ชายหนุ่มผมดำเบือนหน้ามาหา ใบหน้านิ่งๆบัดนี้มีแววอ่อนโยนอย่างประหลาด “ทำตัวเป็นเด็กๆอีกแล้วนะ เร็นจิ”
เท่านั้นเองเร็นจิออกอาการเก้อเขินอย่างไม่เคยทำมาก่อน ชายหนุ่มหัวเราะร่าอย่างร่าเริงพร้อมกับยืนขึ้นแล้วก้มมองหัวหน้าของตน
“ก็อาจจะจริงน่ะครับ ถ้าเด็กๆเขาทำกันแบบนี้” เร็นจิบอก “สมัยข้าเป็นเด็กน่ะ อย่าว่าแต่เตียงคนไข้ เตียงนอนน่ะยังไม่มีเลยครับ ดังนั้นตอนนี้ ขอแค่ข้าได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างหัวหน้า แม้จะบนเตียงคนไข้ก็เถอะ” รอยยิ้มขยับกว้างขึ้น “ข้าก็ดีใจแล้วล่ะครับ”
คนฟังอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ใจจริงอยากจะขยับยิ้มตอบรอยยิ้มจริงใจนั้นสักครั้ง แต่ใจหนึ่งก็เตือนไว้ว่าอย่า ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม...
ในที่สุด ก็ยังไม่ได้ขอโทษ
ยังเลยสินะ เร็นจิ... ข้ายังไม่...
……………………………………
มาจนตอนนี้ ดูเหมือนความผิดของเขาจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก แต่ยิ่งผิดมาก ปากก็ยิ่งแข็งขึ้นเท่านั้น เบียคุยะไม่อาจเรียนรู้ที่จะขอโทษได้ มันอาจง่ายที่จะขอโทษใครซักคน แต่สำหรับใครบางคนล่ะก็...
ยาก...
“อ้าว เบียคุยะ! มาพอดีเลย”
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงคุ้นหูเรียกเขาไว้ทำให้คนถูกเรียกเริ่มรู้สึกตัวว่ามาถึงที่หมายในที่สุด เขาย่างเข้ามาในหน่วยสิบสามตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทุกอย่างรอบกายราวกับว่างเปล่ายามเขาครุ่นคิด
“ไม่ได้เจอกันนานนะ” เสียงเดิมทักขณะเดินเข้ามาหา อุคิทาเกะ จูชิโร่ หัวหน้าหน่วยสิบสามส่งยิ้มให้อย่างร่าเริงแล้วเชิญเข้าไปในที่พัก
“อุคิทาเกะ” บุรุษผมดำกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
หลังจากนั้นแล้ว คุจิกิ เบียคุยะ จึงเริ่มเดินตามแผ่นหลังที่ถูกปกคลุมด้วยผมยาวสีขาวสะอาด โดยที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบกายเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเขานั่งลงบนเบาะนุ่มที่เตรียมเอาไว้ต้อนรับพร้อมชุดน้ำชา
“ว่ายังไงๆ มีธุระอะไรกับข้ารึ” อุคิทาเกะถามขึ้นก่อน
เบียคุยะหลุบสายตาลงมองพื้น ใจเขาสั่นไหวตลอดเวลาจนแทบหยุดไม่ได้ เมื่อคิดถึงเรื่องขัดใจเมื่อเช้า ก็พร่ำบอกตัวเองว่าไม่น่าสร้างมันขึ้นมาเลย เพราะแค่นี้ก็มีหลายเรื่องที่กวนใจ
เรื่องที่มาจาก... คนคนเดียว
“ข้า...”
……………………………………
โรงฝึกกลางแจ้ง หน่วยสิบสาม
พื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้คนที่มาใหม่อดท้อใจไม่ได้ที่จะต้องทำความสะอาดเสียให้หมด แต่จะว่าไปแล้ว ไอ้ทุ่งโล่งๆนี่ก็ไม่เห็นมันจะรกตรงไหน มีแต่หญ้า ต้นไม้ หญ้า แล้วก็ต้นไม้
หัวหน้า จะให้เขามาทำไมกันแน่
“เฮ้อ...” เร็นจิที่ห่อเหี่ยวเกินจะทนถอนใจออกมาแล้วทิ้งตัวลงใต้ต้นไม้บนเนินสูง จากตรงนี้สามารถมองเห็นวิวสวยได้เกือบทั้งหมดในเซย์เรย์เทย์ และเมื่อเห็นวิวแบบนี้แล้ว ก็อดคิดถึงคนที่ชอบมองธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจไม่ได้
ถ้าได้มาเห็น ก็คงจะชอบสินะ...
แต่ว่า คนคนนั้น คงจะยังโกรธอยู่...
“โว้ยยย!! ไม่น่าเลย! ไม่น่าเลยจริงๆว้อยยยย~~~!!” เร็นจิแทบจะชกหน้าตัวเองเมื่อนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของหัวหน้า
‘อย่าทำตัวเกะกะ...’
โมโหที่สุด! คนแบบนั้นถึงจะเย็นชา แต่อยู่ๆก็ไม่น่าโกรธอะไรเพียงเพราะเขาแสดงความเป็นห่วง แต่ก็นั่นล่ะ เขาเองก็ยังมีชนักติดหลัง คงจะโกรธเรื่องนั้นแล้วไม่อยากจะพูดด้วย
แย่จริง... ดันก่อเรื่องเองซะได้
แต่หัวหน้าก็...
“เฮ้อ...” ชายหนุ่มผมแดงถอนใจเป็นครั้งที่ร้อย
“เฮ้! เจ้านั่นน่ะ”
ตอนนั้นเองเสียงหนึ่งลอยมา ทำเอาเร็นจิสะดุ้งเฮือกแล้วรีบยืดกายขึ้น มองซ้ายมองขวา เตรียมจะชักดาบแต่ก็กลับชะงักเสียเองเมื่อฟังดีๆว่านั่นเป็นเสียงของใคร
“ชีวิตมันน่าเบื่อขนาดนั้นเชียวรึ?”
“หน็อย! เจ้าอีกแล้วสินะ ยัยบ้า!” ชายหนุ่มแผดเสียงเมื่อรู้แน่แล้วว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร เร็นจิเงยหน้าขึ้นมองบนต้นไม้ใหญ่ พบว่ามีร่างหนึ่งนั่งห้อยขาอยู่อย่างเพลิดเพลิน
“ไหนหัวหน้าบอกว่าเจ้าเข้าเวรยังไงล่ะ” เร็นจิขมวดคิ้ว
ฟึบ!
เสี้ยววินาทีร่างนั้นโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว ทำให้คราวนี้คนตัวสูงกว่าต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าเวลาคุยด้วย เพราะที่แท้แล้ว เจ้าของเสียงนั้นคือ คุจิกิ ลูเคีย นั่นเอง
“ออกแล้วต่างหากย่ะ” ลูเคียว่า ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าสะเอว “แล้วเจ้าน่ะ มาทำอะไรที่หน่วยของข้ายังงั้นหรือ”
“หน็อย! ว่าไงนะ หน่วยของเจ้ายังงั้นเรอะ!!” เร็นจิแผดเสียงอย่างหมั่นไส้ ยิ่งเมื่อแม่ตัวดียิ้มเยาะด้วยแล้ว
“ก็แหม ท่านรองหัวหน้าหน่วยหก อุตส่าห์ถ่อมาถึงที่สวยๆอย่างหน่วยสิบสามแบบนี้แล้ว จะไม่ให้แปลกใจได้ยังไง”
“ชิ” เร็นจิสบถเบาๆแล้วสะบัดหน้าไปมองทิวเขาอันห่างไกล “จำเอาไว้เถอะน่า ลูเคีย ข้าน่ะ ไม่ใช่นักโทษนะถึงจะไปไหนมาไหนไม่ได้”
“ก็นะ” หญิงสาวเลิกคิ้ว ก่อนถามซ้ำ “ว่าไง ยังไม่ได้ตอบเลยนะว่ามาทำไมที่นี่”
“ข้าน่ะ...” กำลังจะตอบแต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อใบหน้าใครบางคนแล่นเข้ามาในสมอง ใบหน้างดงามที่ทำเอาใจเต้นแรง
“หืม?” ลูเคียเลิกคิ้วสูงขึ้น
“ถูกทำโทษน่ะสิ” ชายหนุ่มผมแดงทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าอีกครั้ง สายตายังคงทอดมองที่โล่งเบื้องหน้า “ให้มาทำความสะอาดที่นี่ อย่างกับมีอะไรให้ทำยังงั้นแหละ”
“ทำความสะอาด?” ลูเคียแทบหัวเราะพรวด “ทุ่งหญ้าเนี่ยนะ? ใครเขาทำความสะอาดกัน เจ้าบ้ารึเปล่า!”
“ก็ท่านพี่ของเจ้านั่นแหละ สั่งให้ข้ามาแท้ๆ นึกว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่พอเห็นยังงี้...”
“ท่านพี่?” ลูเคียเอียงคอเล็กน้อย
“ใช่น่ะสิ” เร็นจิปรือตาลงแล้วยกมือขึ้นปิดหน้า “ข้าดันไปทำผิดเอาไว้ ที่โดนให้มาก็เพราะถือเป็นการลงโทษ”
“ถ้างั้นตอนนี้ ท่านพี่ก็อยู่คนเดียวน่ะสิ” เสียงลูเคียเจือความเป็นห่วงเล็กน้อย
“เปล่าหรอก ตอนนี้หัวหน้าไปหาหัวหน้าอุคิทาเกะแน่ะ”
“เอ๋? อยู่กับหัวหน้าหรอกหรือ” ลูเคียมีท่าทางแปลกใจ “ประหลาดจังน้า ปกติถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ ท่านพี่ไม่มีทางมาหาหัวหน้าแน่”
“หืม หมายความว่าไง” เร็นจิหันขวับไปมอง
“ก็หมายความว่า ปกติแล้วท่านพี่ไม่ใช่คนชอบเข้าสังคมกับใครๆ ถ้าถึงขนาดต้องเดินทางมาที่หน่วยสิบสามด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ จะต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ แล้วยิ่งกับหัวหน้าอุคิทาเกะ ได้ยินว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานาน คงจะมีธุระสำคัญมากแน่ๆ”
“ธุระ... สำคัญหรือ” พึมพำพลางก็ใจเต้นแรงด้วยความอยากรู้ อยากรู้เหลือเกินว่า ‘ธุระสำคัญ’ นั่น คืออะไรกันแน่
“นี่ เร็นจิ” ลูเคียนั่งลงข้างๆ “ว่าแต่เจ้าน่ะ ไปทำอะไรให้ท่านพี่โกรธเอาล่ะ”
“เฮ้ยๆ น้อยๆหน่อย ไม่ต้องมาทำหน้าตาจับผิดแบบนั้นเลย” ชายหนุ่มใช้มือดุนศีรษะเพื่อนสาวจนหล่อนแยกเขี้ยวใส่
“โธ่โว้ย! ก็คนมันอยากรู้นี่นา ว่าไง? ไปทำอะไรให้ถูกโกรธเอาล่ะ”
“ก็ปะ... เปล่าน่า ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก” เร็นจิตอบปัดๆ พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิด
“นี่ๆ แล้วทำไมต้องทำหน้าบอกบุญไม่รับยังงั้นด้วยเล่า เจ้าบ้า แบบนี้แสดงว่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ” ลูเคียเซ้าซี้พลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้อย่างจับผิด “แสดงว่าท่านพี่ต้องโกรธมาก ถึงได้ลากมานี่ด้วย บอกมานะเร็นจิ”
“บอกว่าไม่มีอะไรไงเล่า!” ชายหนุ่มดันหน้าหล่อนออกไปอย่างหัวเสีย “อย่ามาทำตัวน่ารำคาญน่า ไปให้พ้นว้อยยย!”
“ไม่ไป! จนกว่าเจ้าจะบอก!”
“ไปให้พ้น ยัยบ้า!”
“ไม่ไป! บอกมาเดี๋ยวนี้นะเจ้าคนคิ้วตลก!”
“หน็อย! มันจะมากเกินไปแล้ว!”
“ก็บอกมาเซ่!”
“ไม่!”
“บอกมา!”
“ไม่!!”
“บอกมาซะดีๆ! ไม่งั้นข้าไม่เลิกจริงๆด้วย!”
“ปัดถ่อว้อยยยย!”
“บอกมาเซ่!”
“เออ!! ก็ได้! เพราะข้าชอบหัวหน้า! ข้าชอบท่านพี่ของเจ้า! ได้ยินรึยัง!!”
“หะ.... หา.................!!!!!”
ลูเคียตาเบิกค้าง หล่อนอ้าปากพะงาบๆจนกระทั่งทั้งตัวแข็งทื่อ เร็นจิเองก็เช่นกัน ชายหนุ่มหอบหายใจหนักยิ่งกว่าเพื่อนสาวเสียอีก รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงและแทบจะระเบิดออกมา แต่แล้วในที่สุดมันกลับสงบลงราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สงบ.... สงบอย่างไม่น่าเชื่อ...
บ้าจริง... หลุดไปจนได้...
“ระ... เร็นจิ” ลูเคียจ้องหน้าเพื่อน “...เจ้า... ท่านพี่...”
“แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ ท่านพี่ของเจ้าน่ะ” ชายหนุ่มผมแดงพึมพำแล้วมองไปทางอื่น “...ก็ยังเป็นท่านพี่ของเจ้าคนเดิม ไม่ได้นึกบ้าสติแตกเหมือนหยั่งข้าหรอก”
“แต่ว่าถ้าเป็นแบบนั้น...” ลูเคียมีสีหน้างุนงง “เจ้าก็...”
“ใช่” เสียงห้าวตอบต่ำๆ “ข้าน่ะ แอบชอบหัวหน้าอยู่ข้างเดียวต่างหาก”
“แล้วท่านพี่ รู้...”
“ไม่รู้หรอก” เร็นจิตอบเสียงเศร้า “แต่ไม่รู้น่ะดีแล้ว จะได้ไม่ยุ่งยาก”
“แล้วถ้างั้นทำไมเจ้าถึงถูกโกรธเอาล่ะ” หญิงสาวรีบถาม “ถ้าท่านพี่ยังไม่รู้ ก็ไม่น่า...”
“ก็เพราะข้าดันไปโวยวายใส่คุณอิกคาคุเอาตอนที่หัวหน้ากำลังเดินชมซากุระอยู่เมื่อคืนก่อนนาะสิ” เร็นจิตอบอย่างไม่สบายใจ “ไม่รู้ว่าหัวหน้าจะได้ยินอะไรบ้าง แต่ขออย่าให้ได้ยินมากไปกว่าที่ควรจะได้ยินเลย”
“เร็นจิ...” ลูเคียพึมพำ พร้อมกับมือน้อยที่เอื้อมมาดึงชายแขนเสื้อของเพื่อน ดวงหน้าน่ารักแสดงความเห็นใจ
“ช่างมันเถ๊อะ ข้าก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำให้เขาหันมามองข้าหรอก” รอยยิ้มที่ฝืนเต็มทนขยับออกส่งให้แทนคำขอบใจ “เพราะยังไงก็... คงจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
“ไม่หรอก!” ลูเคียโพล่งอย่างลืมตัวจนเร็นจิแปลกใจ
“เอ๋?”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ข้านี่แหละ!” หญิงสาวชูกำปั้น “ข้านี่แหละ! จะเป็นคนช่วยให้เจ้าสมหวังเอง! แม้ว่าคนคนนั้นจะ...”
ทว่าอยู่ๆเสียงหวานกลับหายไปกลางคลัน ลูเคียมีสีหน้าลังเลเมื่อนึกถึงใบหน้างดงามที่แสนจะเย็นชาอยู่เสมอของผู้เป็นพี่ชาย... แต่ก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาในที่สุดเมื่อจินตนาการเห็นใบหน้านั้นยิ้มแย้มอยู่เคียงข้างใครบางคนซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากเร็นจิ
“...แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นท่านพี่ก็ตาม!”
“ละ... ลูเคีย?” ชายหนุ่มผมแดงพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ เขาจ้องมองเพื่อสาวที่มีท่าทางมุ่งมั่นเกินจำเป็นจนน่าขำ แต่ก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวเบาๆ
“ขอบใจนะ”
+ + + + + + + + + +
ลูเคียออกปากจะช่วยแล้ว >////<
มาติดตามต่อค่ะ อ๊าง~
พี่นุ้ย (?) เองก็พยายามกับการสอบด้วยนะคะ ^^!
#1 By ★ C'HER.RIE on 2007-08-26 21:16