[Fic Bleach] The wolf and the Moon - Renji x Byakuya - ch02
posted on 10 Jul 2007 13:50 by siriusblack99
Type : Fan fiction
Fandom : Bleach
Title : The wolf and the Moon
Pairing : Renji x Byakuya
Writer : ZENITH ©
** YAOI WARNING **
…………………………………………………
(2) แตกหัก
ร่างสูงค่อยๆขยับตัวบนที่นอนของตัวเองในวันเช้าวันต่อมา ผมสีแดงจัดแผ่สยายเต็มหมอน คิ้วหนามุ่นเข้าหากันอย่างขัดใจยามรู้สึกตัวว่าต้องตื่นเพราะแสงแปลกๆมันแยงตา
หลังจากที่เร็นจิหลุดรอดจากการถูกคาดโทษได้สำเร็จอย่างฉิวเฉียดเมื่อคืนนี้ เขากลับมายังที่พักแล้วล้มตัวลงนอนทันที ไม่รู้ทำไมถึงได้หลับเป็นตายขนาดนี้ เหมือนร่างกายมันจะอ่อนเปลี้ยไปหมด แถมยังน่าแปลก การบอกความลับกับคุณอิกคาคุไม่ได้มีผลอะไรต่อเขา อาจจะเพราะอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะขัดขวางอะไรกระมัง
แต่ความลับนั่น ก็ขอให้มันเป็นความลับต่อไปอีกหน่อยเถอะ
คิดเสร็จก็เริ่มบิดกายเล็กน้อยขณะลุกขึ้นนั่งบนที่นอน ร่างใหญ่ยกมือขึ้นขยี้ตาหนักๆก่อนพยุงตัวเองลุกขึ้น ภายในห้องนอนขนาดพอเหมาะนั้นเร็นจิเดินไปยังโต๊ะวางของ คลำหาที่รัดผมระหว่างที่ยังสะรึมสะรือ แต่ทว่า...
บนโต๊ะนั่น ว่างเปล่า?
ของทั้งหมดที่เขาเคยกองสุมเอาไว้ ทั้งผ้าคาดหน้าผาก ที่รัดผม หายเกลี้ยง! สิ่งที่พบมีเพียงอย่างเดียวคือเศษกระดาษแผ่นเล็กๆขาดๆที่ทำให้คิ้วหนายิ่งขมวดหนักขึ้น เร็นจิยกมือเสยผมที่ปรกลงมาอย่างร้ายกาจก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดู
กระดาษนั่น ถูกเขียนด้วยลายมืออันคุ้นตา
‘ข้ากับอิกคาคุคงทำเกินไป หาของให้เจอไวๆนะจ้ะ’
“เฮ้ย...!!” เร็นจิสบถลั่น
คุณยูมิจิกะ!
สำนวนการเขียนและการอ้างชื่อ บ่งบอกแล้วว่ากระดาษแผ่นนี้มาจากใครและมาได้ยังไง เร็นจิแทบจะคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมดวงตาเบิกโพลง นี่จะต้องเป็นแผนการของคุณอิกคาคุแน่ และมีหรือที่คุณยูมิจิกะจะไม่เอาด้วยหากนั่นคือการกลั่นแกล้งเขา ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวา พยายามหาหนทางที่จะทำให้เขาออกไปพบหัวหน้าได้อย่างเป็นปกติที่สุด
ไม่ใช่ในสภาพที่คุณอิกคาคุบอกว่าดูดีอย่างนี้!
ผมหลุดรุ่ย ไม่มีผ้าคาดที่ทำให้เขามั่นใจตลอดเวลา ดูยังไงก็เหมือนคนเพิ่งตื่นนอนชัดๆ!
“ทำไงดีฟะ!” ชายหนุ่มสบถอย่างหัวเสีย
ที่สุดแล้วเร็นจิถอนใจเฮือกใหญ่ กลอกตาไปมาแล้วตัดสินใจเดินไปยังตู้เสื้อผ้า คว้าชุดรองหัวหน้าออกมาแล้วย่ำตึงๆไปจัดการตัวเองให้เสร็จด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ปากพึมพำยิบๆเป็นทำนองว่าแค้นนี้ต้องชำระให้จงได้!
หลายนาทีผ่านไป
ชายร่างสูงในเครื่องแบบรองหัวหน้าหน่วยหกที่พร้อมปฏิบัติงานก็เริ่มเดินกลับไปกลับมาในห้องของตัวเอง สภาพของอาบาราอิ เร็นจิแตกต่างไปจากทุกวัน ผมสีแดงของเขาปล่อยสยายระใบหน้ายาวลงมาเกือบถึงเอว ถึงมันจะเรียบพริ้วน่าสัมผัส และแต่งแต้มให้เจ้าของดูดียิ่งขึ้น แต่ก็หาทำให้เขาพอใจไม่ ชายหนุ่มกระวนกระวายอย่างหนักด้วยความมั่นใจที่ถึงกับตกลงไปอยู่ใต้ตาตุ่ม เขาไม่เคยออกไปไหนมาไหนแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะพร้อมกับไอ้ผมยาวๆกระเซิงๆนี่
ตัดเสียแต่แรกก็ดีหรอก ไม่ต้องมายุ่งยาก!
“โว้ยยยย! ซวยอะไรแบบนี้วะอาบาราอิ! วันซวยของเจ้าทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วย!”
เสียงโวยวายดังออกมาเป็นระยะตลอดสิบนาทีที่ผ่านมา เร็นจิแทบจะเอาดาบฟันวิญญาณมาฟันผนังเล่นก็ว่าได้ เขาเหวี่ยงซาบิมารุไปมาอย่างวุ่นวายใจแถมบ่นงึมงำไม่ขาด ไม่รู้ทำไม แค่เรื่องผมเผ้า ถึงได้กวนใจเขาขนาดนี้ ปกติแล้วคนอย่างเร็นจิไม่ใช่คนที่จะใส่ใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ทว่าวันนี้มันกลับต่างออกไป
อาจเป็นเพราะ เขาไม่อยากให้ ‘ใครบางคน’ มาเห็นเขาในสภาพนี้
โดนดุเอาแน่ๆ ถ้าเป็นเขาล่ะก็...
ก๊อกๆๆ!!
เท่านั้นเองเสียงเคาะประตูทำเอาเร็นจิสะดุ้ง ชายหนุ่มหันขวับไปยังประตูหน้าห้องพักพลางคิด เช้าป่านนี้ถ้าไม่ใช่ยัยลูเคียถ่อมาปลุกแล้วจะเป็นใคร เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงกระทืบปึงๆไปยังประตู เอื้อมมือไปเลื่อนมันออกพร้อมตะโกนเสียงดัง
“ข้าตื่นแล้วโว้ย ยัยบ้า! ไม่ต้องมาทำตัว....”
แต่ทว่า...
เสียงเข้มกลับขาดหายไปเมื่อเงยหน้าขึ้นมองว่าผู้ใดคือเจ้าของเสียงเคาะประตู เร็นจิตาเบิกค้าง เมื่อครู่เขาก้มหน้าลงพอสมควรเพราะถ้าเป็นลูเคียล่ะก็ หล่อนเตี้ยกว่าเขามากจึงต้องก้มหน้าเวลาคุยกัน แต่การก้มลงมาคราวนี้กลับทำให้ใบหน้าของเขาแทบจะชนกับใบหน้าขาวๆของใครอีกคนหนึ่ง...!!
หัวหน้า!
เร็นจิขยับตัวไม่ได้ หัวใจเขาเต้นแรง ใบหน้าร้อนผะผ่าวเมื่อพบว่าห่างออกไปไม่กี่เซนติเมตรคือใบหน้าเกลี้ยงเกลาขาวจัดและไร้อารมณ์ของอีกฝ่าย!
และเช่นเดียวกัน คุจิกิผู้พี่ก็ยังคงไม่ถอยห่าง หากแต่ยืนประจันหน้าและเลี่ยงที่จะสบสายตากับชายร่างสูงกว่าตรงๆ บุรุษสูงศักดิ์ทำเพียงเบนสายตามองข้ามไหล่รองหัวหน้าของเขาไป แล้วกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ
“วันนี้ลูเคียเข้าเวร และข้าก็ไม่ได้มาปลุกเจ้า”
“ข... ขออภัยครับหัวหน้า!” เร็นจิรีบถอยหลังออกมาครึ่งก้าวแล้วโค้งต่ำ อาการเกร็งยังคงครอบงำเขาอย่างร้ายกาจ ทำเอาเร็นจิต้องทนขบริมฝีปากตัวเองและพยายามกลืนน้ำลายอันแสนหนืดคอ
โดยที่ยังไม่รู้อีกนั่นแหละ ว่าระยะนั้น... ยังใกล้เกินไป
ใกล้ จนผู้มาใหม่เองต้องกัดฟันกรอด
เจ้าเด็กนี่ ยังผลีผลามไม่เปลี่ยน... คุจิกิ เบียคุยะ เปรยในใจระหว่างทอดสายตามองเจ้าของผมยาวสลวยสีแดงสดที่โค้งต่ำอยู่อย่างนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าใจเขาเองเต้นแรงเช่นกันที่เห็นว่าเช้าวันนี้รองหัวหน้าของเขามองดูแปลกไป ผมสีสดปลิวไหวไปมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเว้นก็แต่ตอนสู้กันครั้งนั้น
การต่อสู้ ที่เป็นผลทำให้ผู้แพ้ต้องขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่หลังเรื่องทุกอย่างจบลง และยืนยันจะรับโทษแม้เขาจะเอ่ยปากประชดประชันไปบ้าง
‘…คงยังสงสัยอยู่สิท่า ว่าทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่...’ เขาเปรยถามออกไปเช่นนั้น
‘แต่ว่า ถ้าท่านตายไป แล้วข้าจะมีใครเป็นเป้าหมายให้เก่งขึ้นไปอีกล่ะ...’ เจ้าเด็กนั่นตอบ
และถ้าไม่ใช่เพราะคุโรซากิ อิจิโกะโผล่พรวดพราดเข้ามาในตอนนั้นล่ะก็ เขาอาจจะได้ยินอะไรมากกว่านี้... อะไรที่อยากจะได้ยินจากเด็กนั่น
เฮ้อ...
“หัวหน้า มีธุระอะไรกับข้าหรือครับ” เร็นจิเอ่ยถามขณะยังคงโค้งคำนับอยู่
“ข้ามีธุระจะต้องปรึกษากับอุคิทาเกะ” เสียงเรียบลื่นพึมพำ “เลยคิดว่าจะไปที่หน่วยสิบสาม และให้เจ้าติดตามไปด้วย”
“อย่างนั้น... เอง หรือครับ”
ตอนนี้เร็นจิค่อยๆยืดกายขึ้น รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่หัวหน้าไม่ได้มาเพื่อถากถางเรื่องที่อาจจะรู้เข้าเมื่อคืน แต่ทว่าเมื่อดวงตาสีทับทิมสบเข้ากับดวงตาสีเงินเย็นชา เร็นจิกลับต้องชะงักเล็กน้อยเพราะบัดนี้มันจ้องเขานิ่ง และใกล้ ทำให้เห็นแทบทุกอนูบนใบหน้างดงาม
สวย... จังเลย...
ใจเขายิ่งเต้นแรง ภาวนาขอให้คนตรงหน้าจ้องตอบนานกว่านี้อีกสักหน่อย
“ถ้าหากว่าธุระนั่น แค่เอาเอกสารไปยื่นล่ะก็” ชายหนุ่มร่างสูงกว่าพึมพำเบาๆ “ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าก็ได้ครับ แค่เอาไปส่งให้คงไม่หนักหนา”
“ข้ามีเรื่องต้องสนทนากับอุคิทาเกะโดยตรง และจะรอให้ล่าช้าไม่ได้” เบียคุยะกล่าวเนิบ “และอาจจะนานพอระหว่างที่เจ้าทำความสะอาดลานฝึกของหน่วยนั้นด้วย”
“เอ๋!?” เท่านั้นเองคิ้วเข้มของเร็นจิเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ในขณะที่ชายหนุ่มผมดำเบื้องหน้าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“คงไม่คิดว่าเรื่องที่เจ้าฝ่าฝืนกฏเมื่อคืนนี้ จะรอดพ้นสายตาของข้าไปได้ ใช่ไหมเร็นจิ” เสียงเย็นชากล่าว “ออกมารบกวนเวลาส่วนตัวของข้า และร่วมมือกับคนของหน่วยอื่น เป็นเรื่องไม่น่าให้อภัย”
“หัวหน้า...” เร็นจิอุทานออกมาแผ่วเบา ใจเต้นแรงกว่าเดิมมากนักเพราะบัดนี้สิ่งที่เขากังวลเริ่มกระจ่างชัด
หัวหน้า จะได้ยินอะไรบ้าง...
แย่ที่สุด!!
“ข้าจะถือเป็นการลงโทษ” เบียคุยะเปรยเรียบ “ระหว่างรอ จงทำความสะอาดและตรวจตราความพร้อมสภาพเครื่องมือในโรงฝึกของหน่วยสิบสามให้เรียบร้อย งานเจ้าจะเสร็จต่อเมื่อข้ากลับมา”
เร็นจินิ่งไป เขาไม่แน่ใจกับความคิดของตัวเองอีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสิ่งที่หัวหน้าอาจรู้ เขาไม่แน่ใจว่าการลงโทษที่ไม่ถือว่าหนักหนาจะเป็นผลมาจากความลับที่รั่วไหล ชายหนุ่มกัดฟันกรอด แล้วผ่อนลมหายใจแผ่วเบา
“ครับ” เสียงเข้มรับคำ
“แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วออกมาพบข้าที่หน้าหน่วย เข้าใจนะ”
“ครับ”
เมื่อสิ้นเสียง ร่างสง่าของเจ้าบ้านคุจิกิคนปัจจุบันก็หายวับไปโดยไม่ทันตั้งตัว เร็นจิอยากบอกอะไรกับเจ้านายมากกว่านี้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว หากท่านรู้เรื่องนั้นเข้าจริงๆล่ะก็ เขาอยากจะอธิบายไม่ใช่ละเลยให้มองหน้ากันไม่ติดอีก แต่หากท่านไม่รู้ลึกขนาดนั้น เขาก็อยากจะเอ่ยปากขอโทษที่ทำผิดกฏและรบกวนท่าน
ท่าน... ไม่เคยเปิดโอกาสให้ข้าเลยสักครั้ง
ยังเหมือนเดิมเลยนะครับ หัวหน้า
คิดเสร็จก็เลื่อนบานประตูปิด ก่อนหมุนตัวพิงแผ่นหลังไปกับผนังกว้าง ดวงตาเรียวค่อยๆปรือปิดลง หัวใจที่เคยเต้นแรงบัดนี้ค่อยๆบรรเทาและสงบเงียบในที่สุด
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ได้แล้ว เขาเองก็มีขีดจำกัด และเรื่องแบบนี้ ก็ช่วยไม่ได้เลยที่ขีดจำกัดของเขาช่างสั้นนัก
ช่วยให้ข้ามีความกล้า... ขึ้นมาอีกหน่อย... ด้วยเถอะนะครับ
หัวหน้า...
……………………………………
บัดนี้ ร่างสูงเจ้าของผมสีแดงที่ไม่ได้รวบอย่างทุกวันก็จำใจต้องเดินตามแผ่นหลังของผู้เป็นนายอีกครั้ง เขาออกจะรู้สึกประหม่าเนื่องด้วยวันนี้สารรูปของเขาเป็นอะไรที่เจ้าตัวไม่เคยคุ้น และยังทำให้หัวหน้ามองเขาด้วยสายตาแปลกๆที่อ่านไม่ออก จะชอบรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่แย่ที่สุดคือถ้าท่านเกิดรำคาญขึ้นมา...
ต้องโทษเจ้าคนวางแผน
มันน่านัก!
“เอ่อ... หัวหน้าครับ” เร็นจิเอ่ยขึ้น เรียกได้เพียงอาการเฉยชาราวไม่ใส่ใจของคนตรงหน้า แต่ถึงกระนั้นเขาก็พยายามพูดต่อ “ท่านมีธุระอะไรจะปรึกษากับหัวหน้าอุคิทาเกะงั้นหรือครับ”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
คำตอบเช่นนั้นเรียกเอาคนถามหน้าร้อนฉ่า เร็นจิถึงกับกัดฟันกรอด ก่อนจะยั้งตัวเองไม่อยู่และคว้าท่อนแขนบางของคนตรงหน้าไว้
หมับ!
เท่านั้นเองใบหน้างามเบือนมาสบ แววแปลกใจและแววบางอย่างที่ไม่เคยคุ้นปรากฏในดวงตาคม ทำเอาเร็นจิแทบอดไม่ได้ที่จะขยับกายเข้าไปใกล้อีกพร้อมใจที่เต้นแรง นี่สินะขีดจำกัดของเขา ขีดจำกัดที่ใกล้หมดเต็มทีเพราะคำพูดที่ว่า ‘ไม่ใช่เรื่องของเจ้า’
ท่านเบียคุยะ ทำไม...
“ปล่อย” เสียงเย็นชาเปรยต่ำๆ
มือใหญ่จำต้องทำตามนั้นพลางรับรู้ความเป็นจริงว่าเมื่อครู่เขาได้ทำการอันเสียมารยาท นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาทำเช่นนั้นโดยไม่ทันคิด มีอะไรบางอย่างสั่งให้เขาทำ และไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้เลยสักนิดเดียว
มันหยุดไม่ได้
อำนาจจิตใจ อยู่เหนือเขาแล้วกระนั้นหรือ
“ขออภัยครับ” เร็นจิรีบโค้งต่ำ สีหน้าเครียดขมึง “มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
“อยากรู้ไปทำไม ว่าข้ามีธุระอะไรกับอุคิทาเกะ” เบียคุยะเอ่ยเสียงเรียบ “กลัวว่าข้าจะปรึกษาเขาเรื่องโทษที่เจ้าสมควรได้รับหรือยังไง”
“เปล่าครับ” เร็นจิตอบ “ข้าเพียงแต่... เป็นห่วง ก็เท่านั้น”
คำตอบเรียกให้คิ้วเรียวของคนฟังเลิกขึ้น โดยที่เร็นจิหารู้ไม่ว่าบัดนี้ใจของท่านหัวหน้าหน่วยเองก็โลดขึ้นเช่นกัน คุจิกิ เบียคุยะ ทอดมองบุรุษอ่อนวัยกว่าที่ยังคงโค้งต่ำด้วยแววตาแปลกไป ชายหนุ่มแทบหยุดหัวใจตัวเองไม่ได้ มันเต้นแรง และปั่นป่วนจนเขาคิดอะไรไม่ออก
ฮิซานะ... ข้าสับสน
เป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้ อย่างนั้นหรือ
“แสดงว่าเจ้าคงเห็นข้าเป็นเพียงเด็กอมมือ ถึงจะต้องห่วงตลอดเวลา งั้นสินะ” เบียคุยะว่า
“ไม่ใช่นะครับ” เร็นจิยืดกายขึ้นแล้วจ้องมองคนตรงหน้า “ข้าเพียงแต่... เพียงแต่เห็นว่าหัวหน้าอาจจะมีเรื่องร้อนใจ และข้าเอง ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้า ก็ควรจะแบกรับอะไรได้บ้าง”
“ไม่จำเป็น” ชายหนุ่มผมดำกล่าวเนิบ “คนอย่างข้า ถ้าต้องการอะไรล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้า จงดูแลตัวเองอย่าให้เกะกะข้าเป็นพอ”
พูดเสร็จก็หมุนตัวหันหลังกลับ ก่อนก้าวเดินไปข้างหน้าต่อโดยไม่แม้แต่จะหันมาสนใจชายอ่อนวัยกว่าที่ได้แต่ยืนนิ่งด้วยความเจ็บปวดเพราะความเย็นชาที่ตนควรจะเคยชิน เร็นจินึกเกลียดตัวเองยิ่งนัก ทำไมต้องพูดอะไรโง่ๆแบบนั้นออกไปทั้งๆที่รู้ดีว่าคนคนนั้นคงไม่มีทางจะสนใจ
มันทรมาน ที่จะต้องทนเห็นเขาละเลย
เร็นจิผ่อนลมหายใจช้าๆ จากนั้นจึงเริ่มเดินตามเจ้าของแผ่นหลังบางโดยไม่พูดอะไรอีก สายตาเบือนลงมองพื้นอย่างเงียบสงบระหว่างที่สองสามร่างเดินสวนผ่านไปแล้วโค้งทำความเคารพเขากับเจ้านาย
เจ้านาย ผู้กำลังแพ้ใจตัวเองพอๆกันที่ตนเลือกที่จะกล่าวสิ่งเหล่านั้นออกไป เบียคุยะรู้ดีว่าในตอนนี้รองหัวหน้าของเขาจะรู้สึกเช่นไร หากมันไม่ได้ผิดกับเขาเลยสักนิด เขารู้ดีว่าวาจาร้ายกาจเช่นนั้นอาจไม่มีผลต่อคนอื่นเท่ากับเร็นจิ เจ้าเด็กคนนั้น คนที่เอ่ยปากออกมาตรงๆว่าห่วงเขา แต่เขากลับแสดงท่าทีว่าไม่เคยใยดี
เขาเคยตั้งใจ ว่าจะปิดหัวใจตัวเองเอาไว้เพียงเพื่อฮิซานะ แต่ว่า...
เด็กนั่น... ทั้งๆที่เขาไม่ควรจะหวั่นไหว
อาการและวาจาที่แสดงความห่วงใยเปี่ยมล้นเช่นนั้น มันทำให้เขาใจอ่อน นับตั้งแต่จบเรื่องราวของไอเซ็นและชาวโซลโซไซตี้ที่เคยสู้กันเองกลับมาสมานฉันท์เพื่อต่อต้านศัตรูใหม่ นับตั้งแต่เรื่องในหอพยาบาลวันนั้นที่ยังคงค้างคา รองหัวหน้าของเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนไป เหมือนจะหลบหน้าอยู่พักหนึ่งจนเขาคิดว่าเร็นจิคงอยู่ในช่วงสำนึกผิดที่หาญกล้าหันดาบเข้าใส่เขา แต่ทว่ารอยยิ้มกวนอารมณ์แสนกะล่อนก็ยังคงติดตัวอยู่เสมอ
รอยยิ้มที่มักจะมีให้เขาบ่อยๆ จนเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเลยว่า ทำไมถึงอยากให้เด็กคนนั้นหันมองเขาเรื่อยไป
เห็นแก่ตัว... เห็นแก่ตัวจริงๆ เบียคุยะ
คิดพลางก็ปรายนัยน์ตามองพื้น ใจหนึ่งอยากหันกลับไปมอง แต่อีกใจก็ร้องห้ามไว้เพราะเรื่องเช่นนี้ควรจบเสียแต่เนิ่นๆ
เรื่อง... ความรู้สึกอันสับสนของเขา
พอเสียทีเถอะนะ เร็นจิ
+ + + + + + + + + +
กรี๊ดค่า ได้ใจเหลือเกิน
ฮ่าๆ
สินุ้ยไม่กลัวตาย...
สินุ้ยช่างกล้า...
แล้วดะเลนเราล่ะ!! แต่งให้บัดส์เดี๋ยวนี้!!!
เราเสี้ยน เราอยากอ่านฟิก เราเซ็งงงงงง
พ่อไม่เข้าใจตร้วม!(ฮู อิส ต้วม?)
อย่าลืมดะเลนของฉัน จะมารออ่านในเร็ววัน
จะให้ดีขอกริมจ๊อวอิจจี้จากบลีชชี่ย์ด้วยจะกู้ดดมาก- -+b
#1 By B.Lucky:dream on on 2007-07-10 14:26