Yakuza's whisper ch3

posted on 20 Jan 2012 19:22 by siriusblack99  in Fiction  directory Fiction, Cartoon, Entertainment

Chapter 3

 

“...วันนี้พอแค่นี้ อย่าลืมส่งการบ้านก่อนแปดโมงด้วยนะ” เสียงอาจารย์ที่ดังพร้อมกับกริ่งหมดชั่วโมงเรียกให้ผมได้สติ ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่าตลอดชั่วโมงที่ผ่านมาไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพยายามสอน เพราะในหัวสมองตอนนี้ยังเต็มไปด้วยสิ่งที่เห็นเมื่อสองสามวันก่อน

ผมแทบจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่กล้ามองหน้านาโอกิตรงๆคือเมื่อไหร่ ความลับที่บังเอิญรู้เข้าทำให้ผมทำตัวไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าพี่ชายแต่โชคดีที่เขาไม่ทันสังเกต ถึงอย่างนั้นเวลาเจอกับชินยิ่งแย่กว่า ผมแทบวิ่งเวลาสวนกับเขาจนบางครั้งทำให้เหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง... แต่อย่าเข้าใจผิด นั่นไม่ใช่ความรู้สึกรังเกียจหรืออะไรทำนองนั้น อันที่จริงผมออกจะ... ช๊อค มากกว่า

และวันนี้ก็เป็นอีกวันแสนน่าเบื่อ ห้องเรียนน่าเบื่อ เพื่อนน่าเบื่อ ครูน่าเบื่อ... แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมเริ่มมีตัวตนขึ้นมาในสายตาคนอื่น นับตั้งแต่...

ไม่เอา อย่าไปสนใจหมอนั่นเลย

ผมเตือนตัวเองก่อนลุกจากเก้าอี้ ตอนนี้เป็นเวลาพักคาบเช้า โดยปกติผมจะขึ้นไปปักหลักอยู่บนดาดฟ้าเพื่อสูบบุหรี่โดยไม่ลงมาเรียนต่อจนถึงคาบบ่าย และแผนของวันนี้ก็ไม่มีสาเหตุที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากทุกวัน เว้นก็แต่...

“เฮ้ๆ ยูกิยะ” เสียงห้าวของใครบางคนเรียกผมไว้ พอหันไปยังที่นั่งข้างๆก็พบกับเด็กหนุ่มร่างสูงหุ่นแบบนักกีฬาเจ้าของผมสีทองตามสมัย ใบหน้าที่จัดว่าดูดีฉายยิ้มเป็นมิตรอย่างทุกครั้ง

ทาคาฮาชิ ฮารุมะ... เพื่อนในห้องเพียงคนเดียวที่คุยกันวันละมากกว่าหนึ่งประโยค (คงเพราะนั่งข้างกัน)

“ฝากซื้อยางลบก้อนสิ จะลงข้างล่างใช่มั้ย” เขาว่า

ผมกำลังจะตอบปัด แต่มือใหญ่ดันเสือกแบงค์ใบหนึ่งมาให้ แถมยังยิ้มซะกว้าง

“นะ! แล้วก็คาบต่อไปห้ามโดด เมื่อเช้าครูทัตสึกิบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุย เพราะงั้นรีบขึ้นมาล่ะ”

ผมมองหมอนั่นอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ถึงยังงั้นก็พอจะรู้ว่าฮารุมะเป็นคนนิสัยดี สถานะของพวกเราไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทแต่ก็ไม่ตึงเครียดเพราะความเข้ากับคนง่ายของฮารุมะ แถมหมอนั่นยังป๊อปในหมู่สาวๆเพราะเป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลแต่บางครั้งก็ชอบแสดงนิสัยห่ามๆตามแบบเด็กผู้ชายที่น่ารำคาญออกมาบ้าง ตอนนี้ฮารุมะเริ่มหันไปคุยกับคาโต้ที่นั่งอีกข้างหนึ่งของเขาหลังจากกระตุกยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย

บ้าจริง...

ผมบ่นในใจแล้วเดินสวนออกไปแทบทันที พลันคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นเองโดยไม่ทันตั้งตัว คำถามที่ว่าทำไมตัวเองถึงยอมง่ายขนาดนี้ในเมื่อปกติแล้วแบงค์ใบนั้นคงถูกทิ้งไว้บนโต๊ะเจ้าของอย่างไม่ใยดี

 

ตั้งแต่แรก ผมไม่ได้ตั้งใจลงมาข้างล่างซักนิด แต่ก็ดันเดินเข้าห้องขายเครื่องเขียนแล้วซื้อยางลบเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาอันรวดเร็ว อดรู้สึกไม่ได้ว่าถูกมองอยู่ตลอดเวลาเหมือนตัวเองเป็นของแปลกปลอม แล้วจะให้ทำไงได้... ผมไม่เคยเข้าห้องขายเครื่องเขียนเลยซักครั้ง เลยหยิบผิดหยิบถูกแถมไม่กล้าถามใครว่าอะไรเป็นอะไร

ตอนนี้เหลือเวลาอีกราวสิบห้านาที ผมยังไม่อยากกลับขึ้นไปจึงได้แต่ร่อนเร่ไปตามสนามหญ้าข้างตึกเรียน มีเพื่อนชั้นเดียวกันกับรุ่นน้องจำนวนหนึ่งลงมาซื้อขนมขบเคี้ยวที่โรงอาหารแล้วออกมานั่งทานด้วยกันเป็นกลุ่มเหมือนปิ๊กนิค ผมมองพวกเขาด้วยสายตาประหลาดใจราวกับไม่เคยเห็นกิจกรรมแบบนี้มาก่อน

...แต่แล้วในที่สุด สายตาผมก็ถูกดึงดูดด้วยใครบางคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่เหมือนอย่างเคย โดยปกติเวลาเห็นเขาจากบนตึกเรียนผมมักมองตามด้วยสายตารำคาญ ทว่าคราวนี้หลังจากบางอย่างเกิดขึ้นผมกลับรู้สึกว่าช่องท้องปั่นป่วนอย่างประหลาด โดยเฉพาะเมื่อร่างนั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าห่างออกไปใต้ต้นไม้ที่ไม่มีใครรบกวน สองแขนอุ้มชูลูกแมวสีเทาตาแป๋วที่พยายามเงื้อกรงเล็บน้อยๆเหมือนอยากเล่นด้วย

ทำอะไรเหมือนเด็ก

ผมขมวดคิ้วหนัก แต่ทั้งๆที่ทำอย่างนั้นขากลับก้าวเข้าไปใกล้ ผ่านกลุ่มเด็กผู้หญิงที่พากันยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วส่งเสียงคิกคักจนผมหน้าร้อนผ่าวด้วยสาเหตุบางอย่าง และในที่สุดพอถึงตัวเป้าหมาย...

หมับ!

ผมฉวยลูกแมวตัวนุ่มมาอุ้มไว้เองโดยยืนค้ำศีรษะผู้บุกรุก เขาดูจะตกใจนิดหน่อยแต่ก็พลิกตัวขึ้นนั่งแล้วยิ้มให้

“อะไรกัน วันนี้มิโฮะจังเป็นของฉันนะ” ฟูมะ ฮายาโตะร้องท้วง

มิโฮะ... ชื่อประหลาด

“เกิดหล่นลงไปจะว่ายังไง” ผมต่อว่า

“จะไปหล่นได้ยังไง ฉันน่ะรักมิโฮะจังจะตาย ไม่ปล่อยหลุดมือไปง่ายๆหรอก” คำพูดและรอยยิ้มร้อยเล่ห์นั่นทำให้ผมหงุดหงิด แต่ไม่วายหมอนี่ก็ยังไม่รู้สำนึก เอามือตบที่นั่งข้างตัวเหมือนอยากให้ลงไปนั่งด้วยกัน

“จะไปเรียนแล้ว” ผมตอบปัด

“เอ๋... งั้นที่อุตส่าห์เดินมาหาเนี่ยอย่าบอกนะว่าแค่จะมาแย่งลูกแมว ไม่จริงหรอกมั้ง” เขายกมือลูบคาง ก่อนเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่แล้วหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋า

“จะทำอะไรน่ะ”

“ไม่ได้จะถ่ายซักหน่อย มีอะไรอยากให้เธอดูแน่ะ”

ผมขมวดคิ้วอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความสงสัยแต่ก็รอจนกระทั่งเขายื่นหน้าจอกล้องมาให้ดู ผมพบกับภาพเด็กตัวเล็กคนหนึ่งที่อายุไม่เกินอนุบาล ผมดำ หน้าม้าตรง กำลังถือขวดนมและตุ๊กตาหมี สวมชุดนักเรียนของโรงเรียนนี้ ใบหน้าแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มาหยกๆมองดูแสนจะคุ้นตา

เอ๊ะ...?

“น่ารักใช่มั้ยล่ะ” ฟูมะยิ้มกริ่มก่อนจะฉวยกล้องกลับไป “ฉันให้เธอทาย หนูน้อยคนนี้คือใครเอ่ย”

อย่าบอกนะว่า...

“รูปนั้นมัน...”

“บิงโก!” อีกฝ่ายตัดบทเหมือนรู้ทัน “ยูกิยะคุงตอนอยู่ชั้นอนุบาลสอง ฉันอุตส่าห์สแกนเข้าคอมพ์แล้วเซฟมาให้ดูกับตาเลยนะเนี่ย”

วินาทีนั้น ผมนึกหาคำสบถว่าไม่ถูก ปากเหมือนจะพรั่งพรูอะไรต่างๆออกมาแต่กลับทำไม่ได้ บางอย่างเต้นตุ้บๆอยู่ในหัวบอกกับผมว่าผู้ชายคนนี้ช่างน่าโมโหที่สุด!

“ฮะๆๆๆ ไม่เอาน่าเย็นไว้ ดูสิหัวเสียอีกแล้ว” ฟูมะเก็บกล้องเข้ากระเป๋าไปแล้วมองดูผมที่โกรธจนตัวสั่น “วันนี้ดีจริงๆที่เธอลงมาได้จังหวะ ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วยอยู่พอดี นั่งลงก่อนดีมั้ย”

“ไม่!” ผมแผดเสียงออกมาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “คุณจะเอายังไงกับผมกันแน่ ต้องการอะไร ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร! เรื่องรูปบ้าบอกับอินเตอร์เน็ตอะไรนั่น ผมรำคาญเต็มทนแล้ว!”

“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่บอกไปแล้วไงว่าฉันอยากรู้จักยูกิยะคุง” ฟูมะเท้าคางด้วยสีหน้าสบายๆแต่กวนอารมณ์

“น่าขำ! คนอย่างคุณน่ะเหรอจะอยากรู้จักผม ถ้าหวังจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องในครอบครัวล่ะก็คุณจบไม่สวยแน่!” ผมพูดพลางหอบหายใจพลาง จำแทบไม่ได้ว่าตะเบ็งเสียงหรือโกรธแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะยังไม่สะทกสะท้าน ตอนนี้เขายืนขึ้นและเตือนให้รู้ว่าความสูงเกินมาตรฐานนี้ทำให้ผมถึงกับต้องเงยหน้ามองตอบด้วยโทสะ

“เรื่องครอบครัวของเธอน่ะ ฉันจะสนไปทำไม ใครๆก็คงไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นหรอกจริงมั้ย” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างนุ่มนวลเช่นเดียวกับสีหน้าและแววตา “แต่ที่ฉันสนใจน่ะ คือเธอ เข้าใจรึยังยูกิยะคุง”

“ทำไม” ผมสวนห้วน

“ก็เพราะว่า” ใบหน้าหล่อเหลายื่นเข้ามาใกล้ ผมจ้องเขาเขม็งโดยไม่ถอยห่างจนกระทั่งสังเกตว่าดวงตาสีอ่อนคู่นั้นสวยขนาดไหน “...เธอน่ะ เป็นลูกแมวขี้เหงาที่อยากให้มีคนมาสนใจยังไงล่ะ”

เท่านั้นเองผมใจเต้นโครม บางอย่างกดลึกลงไปในทรวงอกจนเจ็บ บางอย่างที่อาจเป็นความหมายแสนจริงใจที่ส่งมาจากดวงตาใจดีคู่นั้น แวบหนึ่งผมจำต้องหลุบตาจากไปอย่างอดไม่ได้ แล้วจึงแสร้งสีหน้าดูถูกพร้อมกับพูดออกไปอย่างเย็นชา

“เหตุผลแบบนั้นน่ะมันไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว!...”

“เธอไม่มีสิทธิ์มาตัดสินความรู้สึกของคนอื่นนะ เจ้าลูกแมว”

“คุณก็ไม่มีสิทธิ์เอารูปผมไปทำนู่นนี่นั่นเหมือนกัน!” ผมเถียงหัวชนฝน แต่คราวนี้เขากลับยิ้มกว้างขึ้น

“เรื่องนั้นก็ห้ามฉันไม่ได้อีกเหมือนกัน เอาอย่างนี้มั้ย เรามาตกลงกัน”

“เรื่องอะไร”

“รูปพวกนั้นจะไม่รบกวนเธออีก ถ้าหาก...”

“อะไร”

“เธอยอมทำทุกอย่างที่ฉันบอก”

 

………………………………………………………….

 

สิ่งที่น่าโมโหที่สุดสำหรับบางคนคือการถูกแบล็กเมล์ ข้อนี้ผมไม่สงสัยอีกต่อไป

ทันทีที่ผละจากมาได้ความคิดนั้นก็วนเวียนอยู่ในหัวพร้อมกับสีหน้าอารมณ์ดีของผู้ชายคนนั้น ชัดเจนแล้วว่าผมไม่มีทางเลือก ทั้งที่อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับคนอย่างผมความอับอายเป็นสิ่งน่าขยะแขยง จนตอนนี้เสียงฝีเท้าเป็นจังหวะรัวเร็วตรงกลับมายังห้องเรียนดังก้องกว่าทุกครั้งด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ก่อนเอื้อมมือออกไปเลื่อนประตูเมื่อถึงที่หมาย

ครืด!!

แต่แทนที่จะพบกับบรรยากาศวุ่นวายระหว่างเวลาพัก ตรงหน้าผมกลับกลายเป็นห้องเรียนเงียบสงบที่มีเพื่อนนั่งเต็มทุกที่นั่ง ส่งสายตามองผมหลังเบือนมาจากคุณครูและใครอีกคนที่หน้าห้อง ผมมองเขาอย่างพิจารณา พลางก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงที่ไม่รู้จักในเครื่องแบบของโรงเรียน ผมสีเทาหม่นตัดสั้นรับกับใบหน้าคมสันเย็นชา คนคนนั้นชายตามามองตอบและค้างอยู่ที่ผมซักพักจนกระทั่งครูประจำชั้นทำลายความเงียบลง

“เข้ามาสิจ้ะ” ครูทัตสึกิเอ่ยเรียกยิ้มๆ ผมจึงเดินเข้ามาโดยไม่มองหน้าใคร เมื่อนั่งลงหล่อนก็กล่าวกับชั้นเรียนอีกครั้ง

“อย่างที่บอกไปเมื่อครู่นี้ นี่คือ คุโจ ฮิเดอากิ เขาเพิ่งย้ายมาจากโอซาก้า ตั้งแต่นี้ไปจะมาเป็นเพื่อนร่วมห้องของพวกเธอ คุโจคุง ช่วยแนะนำตัวกับทุกคนหน่อยสิจ้ะ”

เด็กหนุ่มคนนั้นยังยืนอยู่ที่เดิม เขาเบือนสายตาจากอะไรบางอย่างไปสู่อีกอย่างที่ไม่มีใครรู้ สีหน้าเฉยชาไร้อารมณ์ทำให้ใบหน้าหล่อเหลานิ่งสนิทราวรูปปั้น และแล้วในที่สุด เสียงทุ้มก็เอ่ยออกมาสั้นๆ

“ฝากตัวด้วย”

“ยินดีต้อนรับ!” ทุกคนพูดพร้อมกัน ส่วนผมที่นั่งเฉยๆก็แอบเห็นว่าพวกสาวๆหัวเราะคิกคัก

“เอาล่ะ ยินดีต้อนรับนะจ้ะ มีที่นั่งว่างตรงมุมหลังห้อง เข้าไปได้เลย”

เด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้ารับแล้วถือกระเป๋านักเรียนเข้ามา ผมเหลือบมองร่างที่สูงเหมือนนักกีฬานั่นทั้งที่ไม่ได้ฉุกคิดอะไร ระหว่างนั้นครูทัตสึกิก็เริ่มเตือนเรื่องงานประชุมผู้ปกครอง ผมที่ไม่มีเหตุผลต้องสนใจเรื่องนั้นจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ แต่แล้วอยู่ๆมือใหญ่ของฮารุมะก็คว้าหมับลงที่แขน

“นี่ยูกิยะ นายคิดว่าไง”

“เรื่องอะไร” ผมขมวดคิ้ว

“ก็เจ้านั่น” ฮารุมะกระซิบพลางบุ้ยใบ้ไปยังคนที่นั่งห่างออกไปสามแถวแต่อยู่หลังสุดเหมือนกัน “ย้ายมาเข้าม.ปลายปีสามแถมยังกลางเทอม ใครที่ไหนเค้าทำกัน ฉันว่าเรื่องนี้มันมีกลิ่นตุๆ”

ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าไร้อารมณ์ที่ห่างออกไปพอสมควรก่อนเลิกคิ้วใส่คนตรงหน้า

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน”

“โธ่ นายล่ะก็ ไม่เอาน่า” ฮารุมะหัวเราะออกมา “เย็นชาเกินไปแล้ว หมู่นี้ได้ยินว่าป๊อปในหมู่สาวๆนี่ พอได้ทีแล้วจะทำมาเชิดใส่ฉันแบบนี้มันใช้ไม่ได้นะเฮ้ย”

ผมชะงัก และแทบทันทีใบหน้าของคนต้นเรื่องก็ลอยเข้ามาในหัว

น่าโมโหนัก!

“เรื่องนั้นน่ะ...”

“เอาเหอะ! ไม่ต้องห่วง เรื่องถูกนายเมินใส่น่ะฉันชินซะแล้ว ฮ่าๆ” ฮารุมะยิ้มแปร่ “ว่าแต่ว่า ตกลงนายว่าไง เรื่องหมอนั่น”

“มันก็...”

“นี่ ฉันได้ยินมาล่ะ” ตอนนั้นเอง ฮินาโกะจังที่นั่งข้างหน้าแอบหันกลับมา พูดด้วยเสียงกระซิบ “เพื่อนของฉันที่โอซาก้ารู้ข่าวว่าคุโจคุงจะมาที่นี่เลยเมลล์มาบอก เขาน่ะไม่เคยทำอะไรผิดจนถูกไล่ออกแต่อยู่ๆก็ถูกทางบ้านสั่งให้ลาออกมาเสียอย่างนั้นโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ พวกเธอว่าแปลกมั้ย”

“แปลก” ฮารุมะยื่นหน้าเข้ามา “ยังงั้นก็ดีเลย ฮินาโกะ เธอให้เพื่อนทางนั้นสืบข่าวต่อไป ฉันว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดา”

ผมที่นั่งอยู่ระหว่างทั้งคู่มองพวกเขาสลับกันโดยไม่ออกความเห็น น่าแปลกที่หัวข้อสนทนาดูจะไม่มีความหมายเมื่อจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่คุยกับฮินาโกะคือเมื่อเช้าก่อนเรียนคาบแรกซึ่งนับว่าถี่กว่าปกติอยู่มาก เมื่อก่อนเรามักคุยกันทุกสองวันทั้งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แต่หมู่นี้ดูเธอจะยิ้มแย้มกับผมมากขึ้น ส่วนฮารุมะก็ไม่ใช่กรณีพิเศษเพราะเขาก็ปฏิบัติกับผมดีกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

ไม่อยากจะคิดเลยว่ารู้สึกดีอยู่นิดๆ

ไม่อยากจะคิดเลยว่าเป็นเพราะหมอนั่น

ไม่อยากจะคิดเลยว่าพอจะรู้แล้วว่าเขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร

ผมถอนใจออกมา

การสื่อสารทางอินเตอร์เนตเป็นอะไรมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก ถึงบางครั้งจะตอบกลับไปด้วยข้อความสั้นๆทาง msn แต่ดูเหมือนจะทำให้โลกรู้ว่าผมไม่ใช่คนอย่างที่พวกเขาเคยมองเห็นมาตลอด รวมทั้งภาพถ่ายของ ‘หมอนั่น’ ที่บางรูปมองดูน่าขันเสียจนน่าโมโหก็น่าจะมีส่วนซัก 70 เปอร์เซนต์ได้

ก็ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ว่า...

“นี่ นี่! ยูกิยะ เหม่ออะไร”

ผมสะดุ้ง

“ครูมิจิรุเข้าแล้ว หยิบหนังสือเร็ว”

หลังคำเตือนของฮารุมะ ผมทำตามที่เขาบอกและทิ้งความตั้งใจที่จะออกจากห้องไปสูบบุหรี่โดยไม่รู้ตัว แต่อยู่ๆก็นึกขึ้นได้แล้วหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“ฮารุมะ”

“หืม?”

“ยางลบ”

ผมยื่นมันให้เขาที่รับไปด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน สิ่งที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนคือรอยยิ้มน่ามองที่กว้างกว่าครั้งก่อนโดยปราศจากคำพูด และแล้วเราสองคนก็หันไปสนใจกระดานดำและคุณครูที่หน้าห้อง เหลือไว้แต่ความรู้สึกดีๆที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน

 

 

………………………………………………………….